รู้จัก Monopolar RF คืออะไร?
บริการที่คุณอาจสนใจ
เมื่ออายุมากขึ้น ผิวที่เคยตึงกระชับเริ่มหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด และมีไขมันสะสมมากขึ้น ปัญหาเหล่านี้มักไม่สามารถแก้ได้ด้วยการทาครีมเพียงอย่างเดียว เพราะต้นเหตุไม่ได้อยู่แค่ผิวชั้นบน แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างผิวในระดับลึก Monopolar RF เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหานี้โดยเฉพาะ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถ ยกกระชับผิวและลดไขมันสะสมได้ในคราวเดียว โดยไม่ต้องผ่าตัด
บทความนี้ Oblivyoung จะพาคุณทำความเข้าใจว่า Monopolar RF คืออะไร ทำงานอย่างไร และเหมาะกับปัญหาผิวแบบใด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้จากความเข้าใจ ไม่ใช่แค่จากชื่อเครื่อง
Monopolar RF คืออะไร
Monopolar RF คือ เทคโนโลยีพลังงานคลื่นวิทยุ Radio Frequency แบบขั้วเดียว พลังงานจะถูกปล่อยจากหัวยิงลงสู่ผิวหนังในแนวตั้ง และวิ่งผ่านเนื้อเยื่อไปยังแผ่นรับพลังงานที่ติดอยู่บริเวณลำตัว ลักษณะการส่งพลังงานแบบขั้วเดียวนี้ ทำให้พลังงานสามารถลงลึกได้กว้างและสม่ำเสมอ มากกว่า RF รูปแบบอื่น จึงสามารถเข้าถึงได้ทั้งชั้นหนังแท้ ชั้นไขมัน และชั้น SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักที่มีผลต่อความกระชับของใบหน้า
นี่คือเหตุผลที่ Monopolar RF ถูกใช้ในเคสผิวหย่อนคล้อยร่วมกับไขมันสะสม ไม่ใช่แค่ริ้วรอยผิวตื้น
หลักการทำงานของ Monopolar RF ต่อผิวหนัง

Monopolar RF ทำงานด้วยการสร้างความร้อนสะสมลึกใต้ผิวในระดับประมาณ 40–70 องศาเซลเซียส ความร้อนนี้ไม่ได้ทำลายผิว แต่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายระดับพร้อมกัน
การหดตัวของคอลลาเจนเดิม
เมื่อได้รับความร้อน เส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อยจะหดตัวทันทีหลังทำ จึงสังเกตได้ว่าผิวดูตึงขึ้นและกระชับขึ้นบางส่วนตั้งแต่วันแรก
การสร้างคอลลาเจนใหม่
ความร้อนจะกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ในช่วง 3–6 เดือน ผิวจะค่อย ๆ หนา แน่น และแข็งแรงขึ้นในระยะยาว
การลดไขมันสะสมใต้ผิว
พลังงานที่ลงลึกสามารถกระทบต่อเซลล์ไขมัน ทำให้ไขมันบางส่วนถูกสลาย จึงช่วยลดเหนียง แก้มย้อย และทำให้กรอบหน้าดูชัดขึ้น
ผลลัพธ์ของ Monopolar RF จึงไม่ใช่แค่ผิวตึง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
Monopolar RF ต่างจาก RF แบบอื่นอย่างไร
Monopolar RF แตกต่างจาก Bipolar และ Multipolar RF อย่างชัดเจนในเรื่องความลึกของพลังงาน
Monopolar RF สามารถลงลึกได้ถึงชั้นไขมันและ SMAS Bipolar และ Multipolar RF จะทำงานในชั้นผิวตื้นถึงระดับกลางเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ Monopolar RF จึงเหมาะกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยที่เห็นชัด และมีไขมันร่วมด้วย ในขณะที่ RF รูปแบบอื่นจะเหมาะกับการดูแลผิวเรียบตึงหรือริ้วรอยเล็ก ๆ มากกว่า
Monopolar RF ต่างจาก HIFU และ Ulthera อย่างไร
แม้จะเป็นเทคโนโลยียกกระชับเหมือนกัน แต่หลักการทำงานแตกต่างกัน Monopolar RF ใช้คลื่นวิทยุสร้างความร้อนแบบกระจายกว้าง เน้นการทำให้ผิวแน่น ลดไขมัน และปรับคุณภาพผิวโดยรวม
HIFU หรือ Ulthera ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ยิงเป็นจุดเล็ก ๆ ลงลึก เน้นการยกโครงสร้างเหมือนการดึงพังผืด ในคนที่มีไขมันแก้มเยอะ ผิวเนื้อนิ่ม หรือหน้าดูย้วย Monopolar RF มักตอบโจทย์กว่า แต่ในคนที่หน้าผอมและต้องการยกหน้าแบบชัดเจน HIFU จะเห็นผลตรงจุดมากกว่า
ทำ Monopolar RF กี่ครั้งเห็นผล และอยู่ได้นานแค่ไหน
หลังทำ Monopolar RF ผิวจะเริ่มรู้สึกตึงขึ้นทันทีประมาณ 10–20 เปอร์เซ็นต์ ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วง 1–3 เดือน เมื่อคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างเต็มที่ โดยเฉลี่ยผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือน หลายคนเลือกทำปีละ 1 ครั้ง เพื่อคงความกระชับและชะลอความหย่อนคล้อย
สรุป
Monopolar RF เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยร่วมกับไขมันสะสมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ทำให้ผิวตึงชั่วคราว แต่ช่วยปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้นในระยะยาว การเลือกทำ Monopolar RF ที่ได้ผล ไม่ได้ขึ้นกับชื่อเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการประเมินโครงหน้าและปัญหาผิวอย่างถูกต้อง ซึ่งในหลายกรณี การทำ Monopolar RF ควบคู่กับการลิฟกรอบหน้าด้วยโบท็อก จะช่วยให้ผลลัพธ์ดูชัดและสมดุลมากขึ้น















