รีวิว Thread Lifting 2026 เทคนิคใหม่ที่หมอเลือกใช้
บริการที่คุณอาจสนใจ

ร้อยไหม หรือ Thread Lifting เป็นหัตถการที่อยู่ในวงการความงามมาหลายสิบปี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่จำนวนเส้นไหม หากเป็นวัสดุที่ใช้และแนวคิดในการวางแผนการรักษา ในปี 2026 แพทย์จำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับชนิดของไหม โครงสร้างใบหน้า และทิศทางการยก มากกว่าการเน้นว่าต้องใช้กี่เส้น เพราะผลลัพธ์ที่ยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเพียงอย่างเดียว
Thread Lifting คืออะไร?
Thread Lifting คือการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ใช้เส้นไหมละลายที่มีโครงสร้างพิเศษร้อยเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อดึงเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยกลับเข้าสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม แรงยกจากไหมทำให้เห็นผลทันทีบางส่วน โดยทั่วไปประมาณ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์หลังทำ จากนั้นเมื่อร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างคอลลาเจนรอบแนวไหม ผิวจะค่อย ๆ แน่นขึ้นในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์ และให้ผลลัพธ์เต็มที่ราว 2 ถึง 3 เดือน หลายคนกังวลว่าร้อยไหมเจ็บมากหรือไม่ โดยปกติจะมีการใช้ยาชาเฉพาะที่ ความรู้สึกระหว่างทำจึงอยู่ในระดับที่ทนได้ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในวันเดียวกันหากไม่มีอาการบวมมาก
วัสดุไหม Thread Lifting ในปี 2026
ความก้าวหน้าหลักของร้อยไหมในปัจจุบันอยู่ที่วัสดุ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ PDO, PLLA และ PCL โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกันชัดเจน
PDO หรือ Polydioxanone เป็นวัสดุที่ใช้มายาวนานและมีข้อมูลความปลอดภัยจำนวนมาก ไหมชนิดนี้ละลายในร่างกายภายในประมาณ 6 ถึง 8 เดือน แม้ตัวไหมจะสลายไป แต่คอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นขึ้นใหม่ยังคงช่วยพยุงผิวต่อไป ทำให้ผลลัพธ์โดยรวมอยู่ได้ราว 1 ปีหรือมากกว่านั้นในบางราย PDO เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีผิวหย่อนระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการทดลองร้อยไหมครั้งแรก
PLLA หรือ Poly-L-Lactic Acid เป็นวัสดุที่ใช้ในวงการแพทย์มายาวนาน และเป็นสารตั้งต้นของ Biostimulator บางชนิด จุดเด่นคือความสามารถในการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ไหมชนิดนี้ให้แรงยกทางกายภาพในช่วงแรก และเสริมผลลัพธ์ด้วยการกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ในระยะต่อมา โดยไหมจะละลายในประมาณ 12 เดือน แต่ผลจากคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่สามารถคงอยู่ได้ประมาณ 18 ถึง 24 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล
PCL หรือ Polycaprolactone เป็นวัสดุที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงปี 2025 ถึง 2026 เนื่องจากมีข้อมูลทางการแพทย์บางฉบับรายงานว่า PCL อาจกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้สูงกว่า PDO และ PLLA ในช่วงต้นหลังทำ วัสดุชนิดนี้มีความยืดหยุ่นดีและสลายตัวช้ากว่า โดยตัวไหมอาจคงอยู่ประมาณ 12 ถึง 18 เดือน และผลลัพธ์รวมอาจอยู่ได้ยาวถึง 2 ถึง 3 ปีในบางราย
ทั้งนี้ PCL ในฐานะ biomaterial ถูกใช้ในทางการแพทย์มาหลายทศวรรษและผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้รับบริการควรตรวจสอบผลิตภัณฑ์และการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยทุกครั้งก่อนตัดสินใจทำ
เทคนิคการร้อยไหมในปี 2026
แนวคิดสำคัญที่เปลี่ยนไปคือการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าแบบเฉพาะบุคคล แทนการใช้ตำแหน่งมาตรฐานเดียวกันทุกคน แพทย์จะประเมินว่าความหย่อนคล้อยเกิดจากชั้นไขมันที่เคลื่อนตัว กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง หรือคอลลาเจนที่ลดลง แล้วเลือกวัสดุไหมและระดับชั้นที่เหมาะสม อีกแนวทางที่พบมากขึ้นคือการผสมไหมมากกว่าหนึ่งชนิดในคนเดียวกัน เช่น ใช้ไหมที่มีความแข็งแรงสูงในชั้นลึกเพื่อยกโครงหน้า และเสริมไหมที่เน้นคุณภาพผิวในชั้นตื้น เพื่อให้ได้ทั้งแรงยกและการปรับ Texture ผิวพร้อมกัน การออกแบบ Vector หรือแนวทิศทางการยกก็มีความสำคัญมาก การยกที่ดีไม่ใช่เพียงการดึงขึ้นด้านบน แต่ต้องสอดคล้องกับแนวธรรมชาติของโครงกระดูกและเนื้อเยื่อ เพื่อหลีกเลี่ยงความตึงผิดธรรมชาติหรือใบหน้าที่ดูแข็ง
Thread Lifting เหมาะกับใคร
ร้อยไหมเหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น กรอบหน้าเริ่มไม่ชัด แก้มเริ่มตก ร่องแก้มลึกขึ้นเล็กน้อย หรือมีเหนียงเริ่มเห็นชัด เหมาะกับผู้ที่ต้องการเห็นผลทันทีบางส่วนโดยไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้นยาว ในกรณีที่ผิวหย่อนมาก หรือมีการย่อนในระดับลึกถึงชั้น SMAS อย่างชัดเจน อาจต้องพิจารณาหัตถการอื่นร่วมด้วย เช่น เครื่องยกกระชับพลังงานคลื่นเสียงหรือคลื่นวิทยุ เพื่อเสริมผลลัพธ์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์และระยะเวลา
หลังร้อยไหมจะเห็นแรงยกบางส่วนทันที อาการบวมและตึงอาจพบได้ในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ผลลัพธ์จะชัดขึ้นเมื่อผิวเข้าที่และคอลลาเจนสร้างตัวสมบูรณ์ในช่วง 2 ถึง 3 เดือน
ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่ขึ้นกับชนิดไหม อายุ สภาพผิว และพฤติกรรมการดูแลตัวเอง บางคนอาจสงสัยว่าร้อยไหมอยู่ได้นานกี่ปี คำตอบคือไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยเฉลี่ย PDO อยู่ได้ประมาณ 1 ปี PLLA ประมาณ 1.5 ถึง 2 ปี และ PCL อาจยาวถึง 2 ถึง 3 ปีในบางราย
ความปลอดภัยและผลข้างเคียง
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือบวม แดง ช้ำ หรือรู้สึกตึง ซึ่งมักหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไหมโผล่ ผิวบิดเบี้ยว หรือการติดเชื้อ มักเกี่ยวข้องกับเทคนิคที่ไม่ถูกต้องหรือการใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นการเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยง
สรุป
Thread Lifting ในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการร้อยไหมให้ครบจำนวนเส้น แต่เป็นการวางแผนยกกระชับแบบเฉพาะบุคคล ตั้งแต่วัสดุที่เลือกใช้ ไปจนถึงแนวการยกและชั้นผิวที่ทำ
PDO ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเริ่มต้น PLLA เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ระยะกลางถึงยาว ส่วน PCL เป็นทิศทางที่ได้รับความสนใจมากขึ้นจากข้อมูลสนับสนุนด้านการกระตุ้นคอลลาเจน
ท้ายที่สุด ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการวิเคราะห์ใบหน้าอย่างละเอียดและการวางแผนร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้รับบริการตั้งแต่ต้น เพราะการยกกระชับที่ดีควรดูเป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับโครงสร้างเฉพาะของแต่ละคน
บทความนี้ถูกตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องโดย
Dr. Park Young Jin
ประวัติการศึกษา
สำเร็จการศึกษาระดับแพทยศาสตรบัณฑิตจาก Inha University College of Medicine และเข้าร่วมหลักสูตรผู้บริหารจาก Seoul National University โดยมีประสบการณ์ในฐานะ Public Doctor ภายใต้ภาครัฐ ก่อนต่อยอดในสาย Aesthetic Medicine กับเครือคลินิกชั้นนำของเกาหลี ได้แก่ Forever Plastic Surgery, Ppeum Clinic และ Y&I Clinic ในตำแหน่งแพทย์และ Senior Doctor
เฉพาะทางด้าน
เชี่ยวชาญด้าน Aesthetic Medicine, Facial Contouring และ Facelifting Techniques โดยดำรงตำแหน่ง President ของ Obliv Clinic Network (Incheon, Bangkok, Dubai) และมีบทบาทในวงการวิชาการในฐานะ Academy Director ของ Korean Aesthetic Surgery & Laser Society และ Senior Director ของ Korean Academy of Facelifting and Contouring รวมถึงเป็น Global KOL และ Key Doctor ให้กับแบรนด์ชั้นนำ เช่น Wontech, MERZ, Jetema, Amalian และ Gouri ครอบคลุมเทคโนโลยีด้าน Filler, Energy-Based Devices และ Skin Rejuvenation ในระดับสากล อ้างอิงจาก Aestheticsa














