ผิวหนังมีกี่ชั้น โครงสร้างผิวหนังแบบละเอียดทั้ง 7 ชั้น

ความรู้

บทความ

หมวดหมู่

อัพเดทเมื่อ สิงหาคม 15, 2026

บริการที่คุณอาจสนใจ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ฝ่ายบริการลูกค้า

7 layer skin overview 1

ทำไมต้องรู้ก่อนเลือกหัตถการเสริมความงาม

บทความโดย Obliv Young Editorial · ทบทวนเนื้อหาโดยทีมแพทย์ Obliv Young Clinic · อัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2026
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเฉพาะบุคคล

ผิวหนังมีกี่ชั้น เป็นคำถามที่ฟังดูง่ายแต่คำตอบมีหลายระดับ ถ้าพูดถึงระบบผิวหนังตามหลักการแพทย์ทั่วไป จะแบ่งโครงสร้างผิวหนังเป็น 3 ชั้นหลัก คือ หนังกำพร้า หนังแท้ และชั้นไขมัน แต่ในการวางแผนหัตถการเสริมความงามจริง โครงสร้างผิวหนังแบบ 3 ชั้นนี้ยังไม่ละเอียดพอที่จะบอกว่าปัญหาที่กังวลควรแก้ตรงไหน ที่ Obliv Young จึงแบ่งชั้นผิวหนังให้ละเอียดขึ้นเป็น 7 ชั้น ตั้งแต่หนังกำพร้าไปจนถึงโครงกระดูก เพื่อใช้ประเมินว่าหัตถการไหนควรเข้าไปทำงานที่ชั้นไหนจริงๆ

สรุปเร็วก่อนอ่านต่อ

  • ทางการแพทย์ทั่วไป ผิวมีกี่ชั้น คำตอบคือ 3 ชั้นหลัก แต่ Obliv Young แบ่งละเอียดขึ้นเป็น 7 ชั้นเพื่อวางแผนหัตถการ
  • หลักการคือแก้จากชั้นลึกไปชั้นตื้น ไม่ใช่เลือกหัตถการตามความนิยม
  • แต่ละชั้นมีปัญหาเฉพาะตัวและหัตถการที่เหมาะสมต่างกัน
  • ควรให้แพทย์ประเมินว่าปัญหาที่กังวลอยู่ชั้นไหนจริงๆ ก่อนเลือกหัตถการ

ระบบผิวหนัง คืออะไร ทำไมต้องแบ่งละเอียดถึง 7 ชั้น

ภาพรวม 7 ชั้นผิว

ที่ Obliv Young ใช้แนวคิด 7 ชั้นผิว ในการประเมินปัญหาของแต่ละคน แบ่งตามชั้นจริงของใบหน้าตั้งแต่โครงกระดูกไปจนถึงผิวชั้นนอกสุด หลักการง่ายๆ คือควรแก้จากชั้นที่ลึกกว่าไปชั้นที่ตื้นกว่า เพราะถ้าโครงสร้างข้างล่างยังไม่นิ่ง การแก้ผิวชั้นบนอย่างเดียวจะเห็นผลได้ไม่เต็มที่ เหมือนแต่งบ้านสวยแค่ไหนก็ตาม ถ้าโครงบ้านทรุดอยู่ข้างใน สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับไปแก้โครงสร้างอยู่ดี หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเลือกหัตถการที่ “ดังที่สุด” หรือ “คนทำเยอะที่สุด” แต่ความจริงคือหัตถการที่เหมาะกับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคนเลย เพราะปัญหาที่กังวลอยู่คนละชั้นกัน ลองไล่ดูทีละชั้นว่าหัตถการไหนอยู่ตรงไหน แล้วจะเห็นภาพว่าทำไมการ “เลือกให้ตรงจุด” ถึงสำคัญกว่าการเลือกตามกระแส

ชั้นที่ 7 กระดูก (Bone Structure)

กระดูกเป็นโครงรองรับของใบหน้า จึงมีผลต่อสัดส่วนและเงาที่เกิดขึ้นบนใบหน้า แต่สิ่งที่เห็นภายนอกไม่ได้บอกสาเหตุได้แน่ชัดว่าเกิดจากกระดูกหรือเนื้อเยื่อชั้นอื่น

ในทางปฏิบัติ การประเมินรูปหน้าไม่ควรสรุปจากภาพถ่ายหรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แพทย์ต้องดูสัดส่วนและปัญหาที่กังวลก่อนคุยทางเลือกที่เหมาะสม

ชั้นที่ 6 กล้ามเนื้อ (Muscle Layer)

การขยับกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ทำให้เกิดรอยพับบางชนิด เช่น บริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว หรือตีนกา แต่ริ้วรอยแต่ละตำแหน่งมีสาเหตุร่วมหลายอย่าง ทั้งอายุ แสงแดด และคุณภาพผิว

จึงควรแยกให้ออกว่ากำลังกังวลเรื่องการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ หรือเป็นรอยที่เห็นแม้ไม่ได้แสดงสีหน้า เพราะแนวทางดูแลอาจไม่เหมือนกัน

ชั้นที่ 5 พังผืด (SMAS Layer)

SMAS เป็นชั้นพังผืดที่เชื่อมโยงกับเนื้อเยื่อบริเวณใบหน้าและคอ คำนี้มักปรากฏในบทสนทนาเรื่องความหย่อนคล้อยและการดึงหน้า

การเห็นคำว่า SMAS ในบทความไม่ได้แปลว่าปัญหาทุกแบบต้องแก้ที่ชั้นนี้ ควรให้แพทย์ประเมินความหย่อน ตำแหน่ง และเป้าหมายก่อนเลือกวิธีดูแล

ชั้นที่ 4 ไขมัน (Subcutaneous Fat)

ชั้นไขมันใต้ผิวช่วยรองรับเนื้อเยื่อและมีส่วนต่อความอิ่มฟูของใบหน้า เมื่ออายุเปลี่ยน ปริมาตรและตำแหน่งของไขมันก็อาจเปลี่ยนตาม ทำให้บางบริเวณดูตอบหรือหย่อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใบหน้าที่ดูตอบหรือมีร่องไม่ได้แปลว่าต้องเติมปริมาตรเสมอไป การวางแผนควรดูสัดส่วนและคุณภาพผิวโดยรวม

ชั้นที่ 3 หนังแท้ชั้นลึก (Reticular Dermis)

หนังแท้เป็นชั้นที่มีโครงสร้างอย่างคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นและความแน่นของผิวตามวัย

ความเปลี่ยนแปลงของผิวไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว การนอน แสงแดด การระคายเคือง และสุขภาพผิวล้วนมีส่วน จึงไม่ควรสรุปผลจากอายุหรือเปอร์เซ็นต์ตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ชั้นที่ 2 หนังแท้ชั้นบน (Papillary Dermis)

หนังแท้ชั้นบนอยู่ใกล้ผิวชั้นนอกและเกี่ยวข้องกับโครงสร้างขนาดเล็กของผิว เช่น เส้นเลือดฝอยและการตอบสนองต่อการระคายเคือง

ถ้าผิวแดง แพ้ง่าย หรือมีรอยไม่สม่ำเสมอ ควรแยกสาเหตุให้ชัดก่อนเลือกโปรแกรม เพราะปัญหาผิวชั้นนอกกับปัญหาโครงสร้างลึกไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ชั้นที่ 1 หนังกำพร้า (Epidermis)

หนังกำพร้าเป็นด่านนอกสุดของผิว ทำหน้าที่ช่วยปกป้องร่างกายและควบคุมการสูญเสียน้ำ ผิวแห้ง ลอก หรือระคายเคืองจึงเวลาเลือกวิธีดูแล ควรดูจากการดูแลเกราะป้องกันผิวและหาสิ่งกระตุ้น

การดูแลชั้นนอกอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ถ้าปัญหาหลักอยู่ที่สิว รอยสิว ความหย่อน หรือปริมาตรใบหน้า การประเมินปัญหาให้ตรงจุดจึงสำคัญกว่าการเลือกโปรแกรมตามชื่อชั้นผิว

คำถามที่พบบ่อย

ผิวมีกี่ชั้นกันแน่

ถ้าพูดถึงหนังกำพร้าและหนังแท้ล้วนๆ ทางการแพทย์แบ่งเป็น 3 ชั้นหลัก แต่ถ้ารวมพังผืด กล้ามเนื้อ และกระดูกที่อยู่ลึกกว่าและมีผลต่อโครงหน้าด้วย จะได้ทั้งหมด 7 ชั้นตามที่ Obliv Young ใช้ประเมิน

SMAS คืออะไร สำคัญยังไง

SMAS คือพังผืดที่เชื่อมผิว ไขมัน และกล้ามเนื้อเข้าด้วยกัน ทำหน้าที่เหมือนเสาโครงสร้างที่พยุงใบหน้าไว้ เป็นชั้นเดียวกับที่การผ่าตัดดึงหน้าเข้าไปแก้โดยตรง ส่วนหัตถการไม่ผ่าตัดจะกระตุ้นให้ชั้นนี้ตึงตัวขึ้นเองแทน

หนังแท้ต่างจากหนังกำพร้ายังไง

หนังกำพร้าคือชั้นนอกสุดที่ป้องกันสิ่งแวดล้อมและกักเก็บความชุ่มชื้น ส่วนหนังแท้อยู่ลึกกว่า เป็นที่อยู่ของคอลลาเจนและอิลาสตินที่ทำให้ผิวแน่นกระชับ ปัญหาที่ผิวชั้นนอกกับปัญหาที่หนังแท้จึงต้องใช้หัตถการคนละแบบ

ต้องรู้ชั้นผิวก่อนทำหัตถการทุกครั้งไหม

ไม่จำเป็นต้องรู้ละเอียดเอง แต่ควรให้แพทย์ประเมินว่าปัญหาที่กังวลอยู่ชั้นไหน เพราะหัตถการที่เหมาะกับชั้นหนึ่งอาจไม่ช่วยอะไรเลยถ้าปัญหาจริงอยู่อีกชั้น

นัดหมายปรึกษาแพทย์ Obliv Young

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้ถูกตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องโดย

Dr. Park Young Jin

ประวัติการศึกษา

สำเร็จการศึกษาระดับแพทยศาสตรบัณฑิตจาก Inha University College of Medicine และเข้าร่วมหลักสูตรผู้บริหารจาก Seoul National University โดยมีประสบการณ์ในฐานะ Public Doctor ภายใต้ภาครัฐ ก่อนต่อยอดในสาย Aesthetic Medicine กับเครือคลินิกชั้นนำของเกาหลี ได้แก่ Forever Plastic Surgery, Ppeum Clinic และ Y&I Clinic ในตำแหน่งแพทย์และ Senior Doctor

เฉพาะทางด้าน

เชี่ยวชาญด้าน Aesthetic Medicine, Facial Contouring และ Facelifting Techniques โดยดำรงตำแหน่ง President ของ Obliv Clinic Network (Incheon, Bangkok, Dubai) และมีบทบาทในวงการวิชาการในฐานะ Academy Director ของ Korean Aesthetic Surgery & Laser Society และ Senior Director ของ Korean Academy of Facelifting and Contouring รวมถึงเป็น Global KOL และ Key Doctor ให้กับแบรนด์ชั้นนำ เช่น Wontech, MERZ, Jetema, Amalian และ Gouri ครอบคลุมเทคโนโลยีด้าน Filler, Energy-Based Devices และ Skin Rejuvenation ในระดับสากล อ้างอิงจาก Aestheticsa